8/23/2552

DOULOS เรือแห่งความหวัง





เมื่อวานนี้ (22 สค. ) ได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแหล่งความรู้ ความน่าสนใจ และความยิ่งใหญ่ ในเวลาเดียวกัน เรือดูโลส!!! จริง ๆ แล้ว เขามาจอดเทียบท่าอยู่ที่บ้านเรา (ท่าเรือคลองเตย) ตั้งเกือบเดือนแน่ะ ยังโชคดีนะ ยังมีโอกาสไปชม ถึงจะเป็นวันรองสุดท้าย ที่ผู้ชมแน่นขนัดก็ตามที






กว่าจะเดินทางไปถึง ก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว แต่ความร้อนจากแดด ก็ยังไม่ร้อนแรงเท่าความร้อนจากผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเรือ



ผู้คนมากมาย เดินเข้า ๆ ออก ๆ เรือกันเป็นว่าเล่น ในตอนแรกที่มาถึง ตกใจในจำนวนผู้คนอยู่เหมือนกันนะ เค้ามาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ย เราคิดว่า คนจะไม่เยอะเท่าไหร่ซะอีกนะ ที่ไหนได้ เดินกันขวักไขว่เลย เยอะขนาดไหนน่ะเหรอ หึหึ... เยอะจนเราแทบจะเป็นลมเพราะความร้อนอบอ้าวที่เกิดจากการเบียดเสียดของผู้คนน่ะสิ


เดินไปก็ร้อนไป หนังสือภาษาอังกฤษเพียบเลย เริ่มต้นที่ 80 บาทได้ ที่นี่เค้าตั้งราคาเป็น unit น่ะ

100 Unit = 80 Baht. ราคาถูกนะ สำหรับหนังสือภาษาต่างชาติ บนเรือก็จะมีอาสาสมัครจากประเทศต่าง ๆ เดินกันขวักไขว่เชียว

โอย ร้อน !!! อยากจะเป็นลม แล้วก็เดิน ๆ ๆ ไปจนถึงมุมหนังสือเกี่ยวกับพวกทำอาหารและขนม มุมนี้ดีจัง ลมเข้าด้วยหล่ะ ตกลงใจ ยืนเนียนอ่านหนังสือมันตรงนี้แหละฟระ ตู ยืนเนียนได้ซักพัก ก็เดินเนียนต่อไปจนถึงด้านกราบขวาของเรือ เห็นชาวบ้านเค้าออกมายืนรับลมกัน (แหม ความคิดดีนี่คะ คุณพี่ ยืนเนียนด้วยอีกคนละกัน คริ คริ)
แหมมม ลมมันเย็นดีจิง ๆ เล้ย เฮ่ออ ซาบาย สบายจนอยากหลับเลย แต่เกรงใจชาวบ้าน เอ่อ คือว่า ยังพอมียางอายอยู่บ้างง่ะ (_ _')

ซักพัก ใหญ่ ๆ ก็ยอมสละที่ยืนให้ชาวบ้าน เค้ามาซึมซับอารมณ์เดียวกันกะเราบ้าง เข้าใจ ๆ ว่าอยากมายืนรับลมกันบ้าง ก็นะ อาม่า อากง ยังมาเลยค่า พาหลานมาเที่ยวดูเรือ เลยต้องหลีกทางเค้า ไม่งั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่มีน้ำใจ จริง ๆ ก็ไม่อยากมีน้ำใจหรอก สถานการณ์มันบังคับ
หลังจากอิดอออด เอ้อระเหยอยู่พักใหญ่ ก็สำเหนียกได้ ว่าควรจะกลับซะที มันจะมืดแล้ว อันตราย
ทริปเล็ก ๆ ก็เลยจบลง รอก่อนนะ ถ้าคราวหน้ามาอีก จะไปหาใหม่













8/17/2552

สิ่งที่เธอเห็น กับสิ่งที่ฉันเป็น

" จะรู้ว่าหนังสือเล่มไหนเป็นหนังสือที่ดี เราก้อต้องอ่าน
อย่าดูแต่เพียงแค่ปก "

ฉันเชื่อ ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัวเอง
เพียงแค่ เราเลือกที่จะมองในส่วนนั้นหรือเปล่า

ที่ผ่านมา ชั้นได้แต่เชื่อว่า ถ้าฉันอยากประสบความสำเร็จ ฉันต้องมุ่งมั่น ขวนขวาย เอาความรู้เข้าตัวมาก ๆ ทำตัวให้เป็นคนที่ดูมีความมั่นใจในตัวเอง ฉันคิดว่า สิ่งเหล่านั้น จะเป็นบันได ให้ฉันก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ แต่เปล่าเลย ฉันยิ่งดิ้นรนมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกอ่อนล้ามากเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจเลย ฉันกำลังจะนำพาตัวเองไปสู่แหล่งความรู้ ฉันทั้งฝึกอบรม ทั้งมีความคิดที่จะลงเรียนอย่างจริงจัง คิด คิด และคิด ฉันทำ ทำ และทำ แต่ทำไมนะ ตอนนี้ ฉันรู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน ...

และแล้วฉันก็ได้รู้ ในสิ่งที่ข้องใจ ความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของฉัน ในทุกขณะ กำลังกดดันตัวฉัน โดยที่ตัวฉันเองนั่นแหละ ที่เป็นคนกดดันตัวเอง ฉันอยากสำเร็จ อยากเก่ง อยากเปลี่ยนเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่า ฉันยิ่งทำมันเท่าไหร่ ฉันกลับไม่มั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ

ฉันเหนื่อย และล้า .. แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งจะเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น เข้าใจว่าวิธีคิดและปฎิบัติของฉันที่ผ่านมา รังแต่จะสร้างความอ่อนล้า และไม่มั่นใจ ขึ้นมาในจิตใจของฉัน ฉันเดินลัดขั้นตอนเกินไป
อยากแต่จะสร้างความสำเร็จ อยากให้ใคร ๆ ยอมรับในตัวตนของฉัน แต่ตัวฉันเอง ไม่ได้มีความภูมิใจ และยอมรับตัวเองเลย ฉันกลับเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา เปรียบเทียบ และก่นด่าตัวเอง
อยากมีความมั่นใจอย่างเขา อยากเก่งอย่างเขา ตอนนี้ ฉันจะไม่คิดอย่างนั้นอีกแล้ว ฉันจะเป็นตัวของฉันเอง ฉันจะทำอะไร ที่ฉันอยากจะทำ เพื่อตัวของฉันเอง และฉันจะเลิกเปรียบเทียบตัวเอง กับคนอื่น
.. เราจะให้ใครมานับถือตัวเราได้ล่ะ ถ้าแม้แต่ตัวเราเอง ยังไม่นับถือตัวเองเลย ...

8/14/2552

ทางเดินของชีวิต


" ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน
ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์
ฉันจะมีเธอข้างกาย "


เธอเป็นคนที่ฉันเลือกเดินเคียงข้างด้วยในตอนนี้ ทางเดินของเราทั้งคู่ ดูแล้วไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ เธอเกิด เติบโต และมาจากที่ ที่ห่างไกลจากฉันเหลือเกิน ฉันเอง ก็ใช้ชีวิตธรรมดา อยู่กับครอบครัวธรรมดา ๆ ของฉัน ในตอนแรก ที่เราได้เจอกัน ฉันไม่สนใจเธอด้วยซ้ำ

แล้ววันเวลาก็ผันผ่านไป เธอกับฉัน รู้จักกันฉันท์เพื่อน แต่ก็เป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันซักเท่าไหร่ เธอมีความคิดของเธอ ฉันมีความคิดของฉัน เราสองคน ทะเลาะกันด้วยเรื่องบางเรื่องเป็นประจำ ในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่า เธอช่างเป็นคนที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย เธอช่างดูหยาบคาย ไร้มารยาท แต่เมื่อถึงช่วงนึง เธอกับฉัน ต้องมาร่วมงานกัน ซึ่งงานนั้น เป็นงานสุดท้าย ก่อนที่เราจะเรียนจบ และเราก็จะแยกยา้ายกันไป ตามเส้นทางของแต่ละคน เธอและฉัน ได้พิสูจน์ใจกัน และเราต่างคน ต่างชอบพอกัน ตลกดีนะ จากคนที่แทบจะเรียกได้ว่า เกลียดกัน แต่พอมีเรื่องอะไร ที่ต้องมาลำบากลำบนทำร่วมกัน ก็เกิดเป็นความเห็นใจ เข้าใจ ...

เธอและฉัน ตกลงใจ ที่จะลองเดินไปพร้อม ๆ กัน เคียงข้างกัน ในช่วงแรกของความรัก เราเริ่มรู้สึกว่า เราอาจจะไปด้วยกันไม่ได้นาน ฉัน และเธอ มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ขัดแย้งกัน นั่นเป็นเำพราะ เราต่างคน ต่างยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีพอ เราทะเลาะกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้ง มันจะจบลงด้วยความมึนตึงของเธอ และน้ำตาของฉัน แล้วเวลาก็เดินไปเรื่อย ๆ หลายต่อหลายครั้ง ฉันคิดจะไปจากเธอ และเธอเอง ก็คิดไม่ต่างกัน ฉันรู้สึกว่าฉันไม่อยากจะเดินร่วมกับเธออีกแล้ว ฉันเหนื่อยเหลือเกิน เธอเดินคนละจังหวะกับฉัน ฉันเหนื่อย...

แล้วเวลาก็ผ่านไป ผ่านไป เธอกับฉัน ปรับตัวเข้าหากันเรื่อย ๆ ฉันเริ่มเข้าใจเธอมากขึ้น และฉันเอง ก็อยู่กับเธอแบบที่ไม่ต้องเสแสร้ง ฉันไม่ต้องพูดจาเอาใจเธอ ฉันไม่ต้องทำตัวแบบที่เธออยากให้เป็น ฉันเริ่มแสดงตัวตน และความคิดเห็น ในแบบที่เป็นฉันจริง ๆ เพียงหวังให้เธอ รับรู้ และมองดูฉัน ในสิ่งที่ฉันเป็น แล้วเราจะได้รู้ ว่าที่จริงแล้ว เรายังต้องการเดินด้วยกันอยู่รึเปล่า

จนมาถึงตอนนี้้ ฉันก็ยังไม่ได้ข้อสรุปหรอกนะ ว่าเราจะเดินไปด้วยกันตลอดรอดฝั่งรึเปล่า บางครั้ง เราก็ยังมีช่วงเวลา ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน วันนึง เราอาจจะเดินกันคนละทาง แต่ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยินดี ที่จะเดินในทางที่เราตกลงกัน ชีวิตฉัน เดินทางมานาน เคยมีคนเดินด้วยมาหลายคน แต่ไม่เคยมีใคร ที่ฉันเดินด้วย แล้วรู้สึกว่า เป็นการเดินทางที่คุ้มค่า เหมือนเดินกับเธอ...

8/10/2552

วันนึง...


เหนื่อยจัง ...
บางที ฉันก็เหนื่อยนะ กับการใช้ชีวิต เดิม ๆ ไปวัน ๆ ตื่นเช้า รีบแต่งตัว มาทำงาน กลับที่พัก นอน เพื่อที่จะต้องตื่นเช้ามาอีกวัน และอีกวัน ชีวิต ดำเนินต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ จะจบลงแบบไหน ทั้งที่ ตัวฉันเอง ก็เป็นคนเลือกทางเดินนี้เอง ฉันรู้ แต่มันก็อาจจะมีบ้างใช่ไหม ที่เรา เหนื่อยแสนเหนื่อย กับหนทางที่เลือกเดิน..
ฉันช่างบ่นนะ แล้วก้อช่างเบื่อหน่ายกับอะไรง่ายเหลือเกิน ฉันรู้สึกว่า ชีวิตคนเรา ช่างมีอะไรที่เราไม่รู้มากมายเหลือเกิน ฉันอยากจะออกเดินทาง ไปพบปะเรื่องราว ผู้คน เส้นทาง และวิถีชีวิตอื่น ๆ ของผู้คนในที่ต่าง ๆ ฉันอยากรู้ ว่าคนอื่น ๆ บนโลกนี้ เค้าเป็นอยู่กันอย่างไร เค้าดำเนินชีวิตกันยังงัย เค้ามีความฝัน ความหวังอะไรในใจ ฉันอยากเหลือเกินที่จะทำอย่างนั้น และได้แต่หวังว่า วันนั้น คงจะมาถึง ในขณะที่ฉันยังมีเรี่ยวแรงที่จะเดินทาง
ทุก ๆ วัน เราดำเนินชีวิตอยู่ได้ยังงัย ทั้งความจริง ความหวัง ความฝัน ปะปนกันไปหมด เราฝันอยากจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เรากลับทำอีกอย่างนึง ควบคู่กันไปด้วย ฉันอยากออกเดินทาง ท่องเที่ยวไปเรื่อยเปื่อย วัน ๆ เพ้อฝันแต่เรื่องพวกนี้ แต่สิ่งที่ฉันทำอยู่ในความเป็นจริง คือฉันเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คนนึง ที่มีวิถีชีวิตเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน ทำไมน่ะเหรอ เพระฉันยังไม่เจอหนทางของตัวเอง ที่จะก้าวตามฝัน ไม่ใช่ว่าฉันจะล้มเลิกหรอกนะ เพียงแต่ฉันยังรอโอกาส ที่จะทำตามนั้นอยู่ เชื่อสิ วันนึง เราทุกคน จะได้ทำตามความฝัน ถ้าเราไม่ลืม
ว่าครั้งนึง เราเคยฝันอะไรไว้..

8/05/2552

เวลาอันแสนสั้น


เวลา ...
คำๆ เดียว แต่มีความหมายและความสำคัญหลายหลาก เวลาของบางคน อาจแสนสั้น และผ่านไปเร็วเหลือเกิน เวลาของบางคน ก็ช่างเนิ่นนาน และคลืบคลานไปอย่างช้า ๆ แปลกนะ ทั้งที่ เราทุกคน ก็ล้วนแล้วแต่มีเวลาเท่า ๆ กัน แ่ต่กลับใช้ไปไม่เท่ากัน

เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ถิ่นที่อยู่ของฉัน เป็นถิ่นที่สงบ ผู้คนไม่เร่งรีบตามประสาคนที่อยู่ชนบท

แต่พอฉันโตขึ้น และได้เข้ามาเล่าเรียนอยู่ในเมืองหลวง วิถีชีวิตแบบชนบท ไม่มีให้เห็นอีกต่อไป ทุก ๆ คน ดูจะใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ตอนแรก ๆ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ และไม่สามารถที่จะเร่งให้ทันคนอื่น แต่คนเราทุกคน ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ และปรับเปลี่ยน มิใช่หรือ. ใช้เวลาเพียงไม่นาน ฉันก็เริ่มทำความเร็วให้กับตัวเองได้ ฉันถูกกลืนไปกับสังคมคนเมือง ฉันใช้ชีวิตเร่งรีบอยู่พักใหญ่ แล้วก็กลับพบว่า ในความเร่งรีบ มีแต่ความว่างเปล่า เราทุกคน เร่งรีบ เร่งรีบ และเร่งรีบ เพื่อเป้าหมายบางอย่าง เราไขว่คว้าหาบางสิ่ง โดยที่เราเองนั้น ก้อไม่รู้เลย ว่าเรายังมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้มากน้อยเพียงไร ทุกวันนี้ ฉันเร่งรีบ ฉันตื่นแต่เช้า มาทำงาน รีบทำงาน รีบกิน รีบทำงาน รีบกลับบ้าน รีบ รีบ รีบ ตัวฉันเอง ก็ไม่รู้ ว่ากำลังต้องการอะไร ต้องการไขว่คว้าอะไร แต่สิ่งนึงที่ฉันรู้ ก็คือ ถึงแม้เราจะมีเวลา แต่สำหรับหนึ่งชีวิตมนุษย์ มันก็ไม่ได้นานมากมายอะไร บางคนมีเวลา ร่วมร้อยปี บางคนหลายสิบปี บางคนน้อยปี และบางคนก็ไม่ถึงปี เราทุกคน ไม่มีวันที่จะรู้ได้เลย ว่าเราจะมีเวลาชีวิตไปจนถึงเมื่อไหร่ ตอนนี้ ฉันก็เริ่มเร่งรีบ เผื่อว่าวันนึง ถ้าฉันได้อยู่ดูโลกนานพอ นานจนฉันไม่สามารถทำอะไรได้ ฉันจะได้ใช้ชีวิตเรียบง่าย สงบ และย้อนกลับมานึกถึงช่วงเวลาที่เร่งรีบนั้น และมีความสุขไปกับมัน

ถ้าตอนนี้อยากจะทำอะไร ก็ทำไปเถอะนะ อย่ากลัวความผิดพลาด ฉันจะไม่พูดหรอกนะ ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เธอจะได้รับจากความผิดพลาด มันจะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ ทำให้เธอได้รู้ และระวังในเรื่องนั้น ๆ และเมื่อถึงวันนึง ที่เธอแก่ตัวลง เธอจะนึกถึงมันอย่างมีความสุข เธออาจจะทำพลาดไปบ้าง ในบางเรื่อง แต่มันก็คงจะดีกว่าเธอพลาด เพราะเธอไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย และมานั่งครำครวญถึงมัน ในเวลาที่เธอ ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว . . .